รักษาฝ้าและกระ ยากจริงหรือ?

"เทคโนโลยีความงาม" เป็นศาสตร์ที่ก้าวหน้าและทันสมัยไม่แพ้เทคโนโลยีอื่นๆ เพราะคิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ขึ้นมาใช้อย่างต่อเนื่อง รุดหน้ารวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองผู้หญิงทุกคนที่ต้องการมีผิวพรรณสวยสดใสไร้ริ้วรอย
1. Chemical Peeling คือ การผลัด ผิวหน้าให้หลุดลอกเร็วขึ้นกว่าปกติ ด้วยสารเคมี ส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีกลุ่ม กรดผลไม้ (AHAs) หรือ TCA จะทำให้ฝ้า และรอยดำ หลุดลอกออกช้าๆ พร้อมแก้ไขเซลล์ผิวหน้าชั้นนอกที่มีปัญหาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ มักจะได้ผลดีสำหรับฝ้าบริเวณหนังกำพร้า (Epidermal melasma) ส่วนฝ้าลึก (Dermal melasma) มักจะได้ผลไม่ดีนัก ผลการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้ผลแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ ระยะเวลา ในการทาทิ้งไว้ก่อนเช็ดออก ผลข้างเคียงที่พบได้ของการลอกหน้าด้วยกรดเข้มข้น อาจจะทำให้ผิวหน้าลอกได้หลังทำวันที่ 3-5 และถ้าทำบ่อยๆ และไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์ อาจจะทำให้ผิวหน้าบางลง หน้าแดงเวลาออกแดด หรือฝ้ากลับมาเป็นใหม่ได้ และอาจจะรุนแรงกว่าเดิม หลังทำวันที่ 3-5
2. การรักษาด้วยเครื่องไอออนโต (Iontophoresis) อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อนๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวหน้าให้ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้เพิ่มมากขึ้นหรือออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้างแต่มักไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามผลการรักษายังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน
3. การกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion ) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีผู้นำมาใช้ในการรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ ข้อควรระวังคืออาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงมากเกินไป อาจทำให้เกิดบาดแผลถลอก และมีเลือดออกได้
4. Q-Switched Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังที่มีเม็ดสีมากผิดปกติ เช่น ฝ้า กระ,กระลึกโดย Q-Switched Laser จะเข้าไปเลือกทำลายเฉพาะเซลล์เม็ดสีที่อยู่ในผิวชั้นลึก แสงเลเซอร์จะทำลายเฉพาะเม็ดสี ทำให้เกิดการแตกสลายของเม็ดสี รอยดำจะค่อย ๆ จางลงและหายไปในที่สุด การใช้เลเซอร์รักษาควรรักษาอย่างต่อเนื่อง (4-8 ครั้ง) ขึ้นอยู่กับสี ความลึก และภาวะปัญหาที่ต้องการรักษา เพื่อผิวที่ปราศจากรอยด่างดำต่างๆอย่างถาวรการทำเลเซอร์แต่ละชนิด แพทย์จะเป็น ผู้พิจารณาจากสภาพ ผิวหน้า และอาการของเม็ดสีที่เป็นของแต่ละคน มั่นใจได้เลยว่าเป็นเลเซอร์ที่ปลอดภัย
5. เลเซอร์และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light หรือ IPL) เป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้เลเซอร์และ IPL จะมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่แตกต่างกัน แต่กลไกในการทำงานใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือเครื่องมือทั้งสองชนิดให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่มีรอยคล้ำจากกระหรือฝ้า ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าปกติจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินในบริเวณนั้นถูกทำลายและมีจำนวนลดลง มีผลทำให้กระหรือฝ้านั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลการรักษาได้ค่อนข้างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้ความชำนาญ และที่สำคัญกระและฝ้ายังจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกเมื่อหยุดการรักษา ทั้งนี้เพราะเลเซอร์และ IPL สามารถกำจัดเม็ดสีส่วนเกินในผิวหนังได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดเม็ดสีที่สะสมขึ้นมาใหม่ ดังนั้นภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์หรือ IPL ยังคงต้องทายาเพื่อลดจำนวนเม็ดสีร่วมกับการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ